Breaking News

อินเดีย Present พุทธภูมิกระตุ้นการท่องเที่ยว เชิญชาวพุทธ 49 ประเทศทั่วโลกร่วมสัมมนาสัญจร

%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98_5025

ในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี ถือว่าเป็นฤดูกาลแห่งการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล เนื่องจากสภาพอากาศเย็นสบาย เอื้ออำนวยต่อสภาพร่างกายของผู้ที่ไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศในเขตร้อนแห้งแล้งแห่งแคว้นมคธ

ความพิเศษสุดของฤดูกาลแห่งการแสวงบุญของชาวพุทธทั่วโลกในปี 2559 นี้ เห็นจะไม่มีสิ่งใดดีเกินไปกว่าการที่รัฐบาลอินเดียได้โหมประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้นับถือพระพุทธศาสนาทุกประเทศทั่วโลกได้มาเยือน มาศึกษา มาน้อมนมัสการสังเวชนียสถาน ดังเป็นที่รู้จักในนาม พุทธคยา  สารนาถ กุสินารา ราชคฤห์ พาราณสี สาวัตถี ฯลฯ

dsc_9015

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2-6 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยกระทรวงการต่างประเทศอินเดียแห่งการท่องเที่ยว (Covrnment of India Ministry of Tourism)ได้จัดการประชุมสัมมนาชาวพุทธระหว่างประเทศ 2016 (International  Buddhist Conclave 2016) ด้วยการเรียนเชิญอย่างเป็นทางการถึงผู้แทนชาวพุทธทั่วโลก จำนวน 49 ประเทศ เพื่อมาเข้าร่วมประชุมสัมมนาสัญจร อาทิ ประเทศไทย ญี่ปุ่น เกาหลี  กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมาร์ ไต้หวัน เวียดนาม ลาว ธิเบต ศรีลังกา เนเธอแลนด์ เยอรมัน สวีเดน มองโกเลีย เป็นต้น โดยบรรยากาศการต้อนรับผู้แทนชาวพุทธนานาชาติกว่า 300 ชีวิต ณ หอประชุม MANEKSHAW CENTRE เต็มไปด้วยความอบอุ่นแห่งมิตรไมตรีอันดียิ่ง

95467

พระมหาชะเอม สุวีโร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวภายหลังพิธีเปิดการประชุมว่า หลายปีที่ผ่านมามีชาวพุทธจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก หลั่งไหลเดินทางมาสักการะสังเวชนียสถานทั้งในประเทศอินเดียและเนปาลเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวแต่ละปีเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างความเจริญให้กับเมืองสำคัญอันเป็นที่ตั้งสังเวชนียสถานทุกแห่ง ซึ่งแสดงว่ารัฐบาลอินเดียได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาในหลายมิติ จึงมีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงพุทธ เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และศึกษาประวัติของพระพุทธศาสนาในสถานที่จริง

indian-cultural-show_7896

“ถ้าจะถามว่าการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไร ขอตอบว่า สิ่งที่ได้รับ คือทำให้เราเกิดตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธเจ้า อยากศึกษาคำสอนและเรียนรู้พุทธประวัติในสถานที่จริงกันมากขึ้น ซึ่งทางรัฐบาลอินเดียได้อำนวยความสะดวกทั้งด้านคมนาคม ที่พัก ความปลอดภัย  นอกจากนี้ชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวอินเดียในที่สุดก็ต้องเข้ามาเที่ยวชมพุทธสถานสำคัญในประเทศไทยของเราด้วย” ผช.อธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ กล่าว

%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98_4693

พระมหาสุรศักดิ์ ปัจฺจันฺตเสโน รองคณบดีคณะพุทธศาสตร์ มจร.   กล่าวว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ได้อาราธนาพระสงฆ์และเชิญชาวพุทธจาก 49 ประเทศทั่วโลกมาร่วมงานในการประชุมซึ่งจัดขึ้นทั้งในเมืองนิวเดลี พาราณสี สารนาถ และพุทธคยา ซึ่งในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นางศุษมา สวราช) รวมทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการจัดงานในครั้งนี้ได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณูปการของพระพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนาหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรม และสันติภาพของโลก ที่สำคัญได้กล่าวถึงชาวพุทธทั่วโลกที่จะได้มานมัสการสังเวชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเขาก็ภาคภูมิใจที่อินเดียเป็นดินแดนของพระพุทธเจ้า เป็นดินแดนแห่งการตรัสรู้ หรือที่เรียกว่า เดอะแลนด์ อ๊อฟ บุ๊ดด้ะ ซึ่งเราก็รู้สึกชื่นชมและสรรเสริญในกุศลเจตนาของรัฐบาลอินเดียแม้ว่าจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นแก่ประเทศเขา แต่เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธก็ควรที่จะอนุโมทนาในสิ่งดีๆ ที่เขาทำ โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนชาวไทยควรตระหนักและระลึกถึงคุณูปการของพระพุทธเจ้าที่เป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรม สร้างสันติภาพและสันติสุขแก่ชาวโลก

129435

รองคณบดีคณะพุทธศาสตร์ ย้ำว่า “การที่รัฐบาลอินเดียได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความสำคัญของพุทธสถานในประเทศอินเดียด้วยการให้ความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวพุทธจากทั่วโลกได้มานมัสการสังเวชนียสถาน ซึ่งการที่จะได้มาในสมัยก่อนนั้นไม่ใช่จะมากันได้ง่ายๆ มีความยุ่งยากลำบากและความซับซ้อนมากมาย เมื่อรัฐบาลอินเดียให้ความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนในครั้งนี้ก็จะทำให้ชาวพุทธได้มีโอกาสเจริญรอยตามคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ชาวพุทธควรที่จะนมัสการสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบล คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน อันจะก่อให้เกิดศรัทธา ปสาทะ มีความตั้งใจในการดำเนินชีวิต ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตเพื่อยังประโยชน์ให้แก่ตนเองต่อไป”

%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%b2-%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%98_9956

ด้านนายพูลศักดิ์ สุขทรัพย์ทวีผล   นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะผู้นำคณะผู้แทนจากประเทศไทย กล่าวว่า คณะที่เดินทางมาครั้งนี้ประกอบด้วยพระคณาจารย์จาก มมร. และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย(มมร.) รวมทั้งคณะสื่อมวลชนทั้งสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ นับเป็นความสำคัญด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านมิติทางศาสนานั้นตนมองว่า 1.เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ชาวโลกรับรู้มากยิ่งขึ้น 2.รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญใน 2 มิติ คืออินเดียเป็นดินแดนของพระพุทธเจ้า และสังเวชนียสถานทุกแห่งเป็นมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมของอินเดียก่อนที่จะมีการเผยแพร่ออกไปยังประเทศที่ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชีย รวมถึงยุโรปในปัจจุบัน ถือว่าเป็นมรดกที่เกิดขึ้นในแดนมาตุภูมิของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้อินเดียยังถือเป็นกลยุทธ์หรือกุศโลบายที่ชาญฉลาดในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจโดยใช้มิติของพระพุทธศาสนา  ประการที่ 3 เป็นที่น่าภาคภูมิใจที่พุทธศาสนสถานต่างๆ ในอินเดีย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการปกป้องคุ้มครอง ดูแลรักษาเป็นอย่างดี อย่างที่มีการประชุมในครั้งนี้ชาวพุทธทั่วโลกต่างมีความสะดวกด้วยการจัดเตรียมความพร้อมทุกอย่างในทุกเมืองที่มีการจัดประชุมสัญจร

นโยบายเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวของอินเดียจะจัดได้ใหญ่โตมโหราฬอย่างไรก็ตาม แต่ในส่วนความบกพร่องก็แทบไม่น่าให้อภัย โดยเฉพาะการเรียนรู้ด้านวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์สายเถรวาทที่ไม่ฉันภัตตาหารเลยเที่ยงวัน งาน 6 วัน พระอดฉันเพลถึง 3 มื้อ การจัดงานถวายพระมหาเถระชั้นสมเด็จ ก็ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมด้านสมณศักดิ์ อีกทั้งเวลาพักผ่อนก็แทบไม่มี

ผู้จัดงานควรใฝ่หาความรู้ด้านวิถีพุทธ วิถีพระของแต่ละนิกายให้ดีกว่านี้.

ณ. หนูแก้ว